แกล้งใบ้มา 18 ปี 010 ในเกมจีบสาวก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

แกล้งใบ้มา 18 ปี 010 ในเกมจีบสาวก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

แกล้งใบ้มา 18 ปี 010 ในเกมจีบสาวก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น

หลิวอวี่ฉิงขยับแว่นตา

“เมื่อกี้ฉันใช้ [ประเมิน] ตรวจสอบดู...สถานะปัจจุบันของอวี๋ซือซือ!”

“บนตัวเธอมีสัญลักษณ์ที่เรียกว่า [การจ้องมองของหุ่นไล่กา]!”

หลิวอวี่ฉิงสูดหายใจลึก อธิบายว่า “นี่คือคำสาปที่เป็นเหมือนดาบสองคม”

“ถ้าเธอเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด สัญลักษณ์นี้จะเป็นเหมือนเป้าเคลื่อนที่ สัตว์ประหลาดจะจับเป้าและโจมตีเธออัตโนมัติ”

“แต่ว่า...”

หลิวอวี่ฉิงชี้ไปนอกหน้าต่างรถ มองพวกอีกากลายพันธุ์ที่บินวนเวียนอยู่ไกล ๆ แต่ไม่กล้าเข้ามาใกล้

“ถ้าเป็นที่อื่น สัญลักษณ์นี้กลับกลายเป็น ‘กลิ่นอายของผู้ที่อยู่เหนือกว่า’”

“สำหรับพวกอีการะดับต่ำพวกนี้...”

“เธอเปรียบเสมือนป้ายเตือนอันตรายที่เคลื่อนที่ได้”

“เธอถึงรอดชีวิตในป่ามาได้ แถมยังวิ่งมาตลอดทางได้อีก!”

เมื่อฟังคำอธิบายจบ ทุกคนในรถต่างชะงักงัน

โชคแบบนี้...ควรจะเรียกว่าดีหรือไม่ดีกันแน่?

“งั้น...งั้นตอนนี้ซือซือยังเป็นคนอยู่ไหม?”

สิ่งที่เฉินถงกังวลที่สุดคือเรื่องนี้

หลิวอวี่ฉิงมองดูหน้าต่างสถานะอีกครั้งแล้วพยักหน้า

“วางใจเถอะอาจารย์ เผ่าพันธุ์ยังแสดงเป็น [มนุษย์]”

“เธอแค่ถูกทำเครื่องหมายว่าเป็นเสบียงสำรองเท่านั้น”

เมื่อยืนยันว่าเป็นมนุษย์ เฉินถงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

เธอไม่กลัวอะไร กลัวแค่ต้องเห็นนักเรียนเข่นฆ่ากันเอง หรืออดีตลูกศิษย์ต้องกลายเป็นสัตว์ประหลาด

สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ชายหนุ่มซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้บริหารอีกครั้ง

“ลูกพี่ พวกเราจะจัดการยังไงดี?” หวังเหมิ่งถาม

เจียงหนานนั่งอยู่บนโซฟาหนังแท้โดยไม่แม้แต่จะปรายตามอง

เขาหยิบสมุดฉีกใกล้มือขึ้นมา เขียนข้อความอย่างรวดเร็วแล้วชูให้ทุกคนดู

[ไม่ต้องสนใจ เมินเธอไปซะ]

[ออกรถ ไปได้เลย]

เขาไม่ใช่ผู้อำนวยการสถานสงเคราะห์ และยิ่งไม่ใช่หมาพูเดิ้ลติดสัดที่เห็นผู้หญิงแล้วเกิดอารมณ์

คนที่เคยทอดทิ้งทีมไปแล้ว จะเก็บไว้ทำไม?

หวังให้เธอกินจุ?

หวังให้เธอร้องไห้เก่ง?

เมื่อเห็นการตัดสินใจของเจียงหนาน หวังเหมิ่งก็เข้าใจทันที

เขาเปิดหน้าต่างด้านข้างห้องคนขับ ชะโงกหน้าออกไปตะคอกใส่อวี๋ซือซือที่กำลังทุบประตูอย่างบ้าคลั่งอยู่ด้านล่าง

“ไสหัวไป! อย่าขวางทาง!”

“ถ้าไม่หลบ ฉันจะชนให้ตายเลย!”

อวี๋ซือซือที่อยู่ข้างล่างรถกำลังร้องไห้น้ำตานองหน้า พอได้ยินเสียงตะโกนคุ้นหูนี้ก็ถึงกับงงงวย

เธอปาดโคลนบนใบหน้าออก มองใบหน้าอ้วนท้วนที่หน้าต่างอย่างไม่อยากเชื่อ

“หวัง...หวังเหมิ่ง?!”

เดิมทีเธอคิดว่าเป็นขบวนรถของผู้รอดชีวิตกลุ่มอื่น ไม่นึกเลยว่าจะเป็นคนจากรถบัสคันเดิม!

แต่ว่า...

รถคันนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง?

หรูหราขนาดนี้เชียว?

ทรงพลังขนาดนี้เลย?

หลังความตกตะลึงก็คือความดีใจสุดขีด!

ในเมื่อเป็นคนรู้จัก งั้นก็คุยง่ายขึ้นแล้ว!

“หวังเหมิ่ง! ฉันเอง! ฉันซือซือไง!”

อวี๋ซือซือตะโกนอย่างตื่นเต้น “รีบเปิดประตูให้ฉันขึ้นไปที! ข้างนอกน่ากลัวมาก! ขอร้องล่ะ!”

“ไสหัวไป!”

หวังเหมิ่งขัดจังหวะอย่างไร้ความปรานี “ใครรู้จักเธอ? อย่ามาทำเป็นตีสนิท!”

“พวกเราเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันก็จริง แต่ไม่ได้เป็นพ่อเธอ! ตอนนี้มันวันสิ้นโลก ไม่มีหน้าที่ต้องมาดูแลเธอ!”

“เมื่อคืนตอนที่เธอทิ้งพวกเราแล้ววิ่งตามไป๋เหลียนฮวาไป ทำไมไม่คิดล่ะว่าพวกเราเป็นเพื่อนกัน?”

คำพูดของหวังเหมิ่งทำเอาอวี๋ซือซือหน้าซีดเผือด

นั่นสิ...

เมื่อคืนเธอเป็นคนเลือกเอง

“แต่...แต่ฉันผิดไปแล้ว...”

อวี๋ซือซือร้องไห้หนักกว่าเดิม ในใจเต็มไปด้วยความเสียใจ

“เป็นเพราะไป๋เหลียนฮวานั่นแหละที่ทำร้ายฉัน! ยัยนั่นหลอกฉัน! ฉันรู้ตัวว่าผิดแล้วจริง ๆ!”

ทันใดนั้น เธอก็นึกขึ้นได้

หวังเหมิ่งบอกว่าพวกเรา...

ก็หมายความว่าบนรถไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว

คนที่เป็นผู้นำรถคันนี้...

ต้องเป็นผู้ชายคนนั้นแน่!

ที่อวี่ฉิงวิเคราะห์ไว้เป็นเรื่องจริง...

“แล้วอวี่ฉิงล่ะ? ฉันอยากเจออวี่ฉิง!”

อวี๋ซือซือร้องไห้ตะโกนใส่หน้าต่างรถ

“อวี่ฉิงต้องอยู่บนรถใช่ไหม? ฉันเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของเธอนะ! ขอร้องล่ะให้ฉันเจอเธอเถอะ!”

“อวี่ฉิงพูดถูก ฉันไม่ควรไปเลย...ฉันอยากกลับบ้าน...ฉันอยากหาอวี่ฉิง...”

ภายในห้องโดยสาร

เจียงหนานมองดูเหตุการณ์นี้ด้วยสายตาเย็นชาผ่านกล้องวงจรปิดโฮโลแกรม

จังหวะที่เขากำลังจะเปิดหน้าต่างเพื่อลงมือฆ่ายัยคนน่ารำคาญคนนี้ จู่ ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้...

อวี๋ซือซือคนนี้ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของหลิวอวี่ฉิงนี่?

เขาหันขวับไปมองหลิวอวี่ฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

ดูออกว่าสีหน้าของอีกฝ่ายมีความสงสารอยู่บ้าง

ถึงเวลาซื้อใจคนแล้ว

เขาหยิบปากกาขึ้นมาเขียนข้อความลงบนกระดาษสองสามแผ่น

[คนนี้ มอบให้เธอเป็นคนตัดสินใจ]

[นี่ไม่ใช่การทดสอบ แต่เป็นความเมตตาที่ฉันมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา]

[แต่ฉันต้องการแค่คนที่มีประโยชน์ ไม่เอาขยะที่ไม่รู้ประสีประสา]

เขียนเสร็จ เขาก็ยื่นกระดาษให้หลิวอวี่ฉิง

หลิวอวี่ฉิงรับกระดาษมา ในใจรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา

ลูกพี่...ถึงกับถามความเห็นของเธอเชียวหรือ?

ในขบวนรถวันสิ้นโลกที่เผด็จการแบบนี้ การให้เกียรติเช่นนี้ช่างล้ำค่าเหลือเกิน

“ขอบคุณลูกพี่!”

หลิวอวี่ฉิงสูดหายใจลึก พยักหน้าอย่างจริงจัง

ความจริงแล้ว เธอมีความรู้สึกที่ซับซ้อนต่ออวี๋ซือซือ

ตั้งแต่มัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งสองคนเป็นเพื่อนซี้ที่ตัวติดกันตลอด

หลิวอวี่ฉิงมาจากครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ยากจนข้นแค้น แต่เรียนดีเยี่ยม

ครอบครัวของอวี๋ซือซือเป็นเศรษฐีชื่อดังในท้องถิ่น แต่หัวไม่ค่อยไว เรื่องเรียนก็แย่มาก

ปีนั้นหลิวอวี่ฉิงเกือบถูกพ่อที่ติดการพนันขายให้มาเฟียเพื่อใช้หนี้

เป็นอวี๋ซือซือที่ร้องไห้อ้อนวอนให้พ่อของเธอออกหน้า ถึงขั้นส่งบอดี้การ์ดไปหักขาไอ้ผีพนันนั่นข้างหนึ่ง

หลังจากนั้นถึงได้ช่วยหลิวอวี่ฉิงออกมา แถมยังส่งเสียให้เรียนจนจบมัธยมปลาย

แม้อวี๋ซือซือจะงี่เง่าไปบ้างในบางครั้ง แถมยังมีนิสัยคุณหนู ถึงขั้นที่เมื่อคืนยังทิ้งเธอเพื่อตามคนหมู่มากไป

แต่หลิวอวี่ฉิงรู้ดีว่ายัยโง่คนนี้เนื้อแท้แล้วไม่ใช่คนเลว

ก็แค่งี่เง่าจนน่าสงสาร

“ฟู่...”

หลิวอวี่ฉิงถอนหายใจ เข้าใจถึงทางลงที่เจียงหนานมอบให้เธอ

ตราบใดที่อวี๋ซือซือยังมีประโยชน์ ก็สามารถอยู่ต่อได้

เธอโค้งคำนับให้เจียงหนาน จากนั้นก็กดสวิตช์เปิดประตูรถแล้วเดินลงไป

ข้างล่างรถ

พอเห็นหลิวอวี่ฉิงปรากฏตัว อวี๋ซือซือก็พุ่งเข้ามาเกาะขาหลิวอวี่ฉิงไว้แน่นทันที

“อวี่ฉิง! ฮือ ๆ ๆ! ในที่สุดเธอก็ออกมาแล้ว!”

“ฉันตกใจแทบตาย! เมื่อคืนพวกอีกานั่นจ้องฉันไม่วางตาเลย! ฉันนึกว่าจะไม่ได้เจอเธออีกแล้ว!”

หลิวอวี่ฉิงมองอดีตดาวโรงเรียนที่ตอนนี้เนื้อตัวสกปรกมอมแมม เท้าเปล่ามีเลือดไหลอยู่ตรงหน้า ในใจรู้สึกสับสนปนเป

เหมือนกำลังมองดูตัวเองที่ไร้ที่พึ่งในอดีต

เธอไม่ได้ปลอบโยน แต่ผลักอวี๋ซือซือออกไปอย่างจริงจัง สองมือจับไหล่ของอีกฝ่ายไว้

“เลิกร้องไห้ได้แล้ว! ฟังฉันนะ!”

“ซือซือ ฉันจะถามเธอแค่คำถามเดียว เรื่องนี้ชี้ชะตาว่าเธอจะได้ขึ้นรถหรือไม่”

หลิวอวี่ฉิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “เธอได้กินผลไม้ปลุกพลังนั่นหรือเปล่า? เธอปลุกพลังพิเศษขึ้นมาไหม?”

อวี๋ซือซือชะงักไป สะอึกสะอื้นพร้อมกับตอบว่า

“พะ...พลังพิเศษอะไร?”

“ผลไม้นั่น...ฉันกินไปแล้ว ตอนนั้นฉันหิวมาก ก็เลยกลืนลงไป ฉันเองก็ไม่ได้สังเกตเลย...”

หลิวอวี่ฉิง “...”

จบกัน

ยัยนี่มันโง่จริง ๆ ด้วย

เรื่องใหญ่ระดับปลุกพลังขึ้นมาได้แบบนี้ กลับไม่ได้สนใจเพียงเพราะว่าหิวจัดเนี่ยนะ?

“อยู่นิ่ง ๆ! ขอฉันดูหน่อย!”

หลิวอวี่ฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดใช้งาน [ประเมิน] อีกครั้ง

แสงสีฟ้าสแกนผ่านร่างกายของอวี๋ซือซือ

[ชื่อ]: อวี๋ซือซือ

[เผ่าพันธุ์]: มนุษย์

[ข้อมูลร่างกายรวม]: ระดับ F (อ่อนแอ)

[สถานะ]: จิตใจสับสน, การจ้องมองของหุ่นไล่กา

[พรสวรรค์]: ระดับ F

[พลังพิเศษ]:

ทำความสะอาด (ระดับ F): สามารถขจัดสิ่งสกปรกบนพื้นผิวเป้าหมายได้ในพริบตา

เมื่อเห็นบรรทัดสุดท้าย หลิวอวี่ฉิงก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

“ฟู่...ยังดีนะ ถึงจะเป็นพลังพิเศษสายดำรงชีวิตระดับ F แต่ก็ถือว่าเป็นพลังพิเศษล่ะนะ”

ขอแค่มีพลังพิเศษ ก็ถือว่าไม่ใช่ขยะโดยสมบูรณ์

“ลุกขึ้น! ตามฉันขึ้นรถมา!”

หลิวอวี่ฉิงดึงอวี๋ซือซือให้ลุกขึ้น

“เดี๋ยวพอไปเจอลูกพี่ เขาให้ทำอะไรก็ทำ ห้ามทำนิสัยคุณหนูเด็ดขาด เข้าใจไหม?!”

“เข้าใจแล้ว ๆ! ฉันจะเชื่อฟังเธอทุกอย่างเลย!” ตอนนี้อวี๋ซือซือไหนเลยจะกล้าอาละวาด เธอยอมทำตัวว่านอนสอนง่ายราวกับนกกระทา

...

ทั้งสองคนขึ้นรถ

เพิ่งเดินเข้ามาในห้องโดยสาร อวี๋ซือซือก็ต้องอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงกับการตกแต่งที่หรูหราด้านในจนลืมร้องไห้ไปเลย

นี่...นี่ยังเป็นรถบัสพัง ๆ คันนั้นอยู่อีกเหรอ?

ข้างนอกคือขุมนรก ที่นี่มันสวรรค์ชัด ๆ!

เจียงหนานยังคงนั่งอยู่บนโซฟา ส่วนเฉินถงก็นั่งอยู่บนตักของเขา

หลิวอวี่ฉิงลากอวี๋ซือซือที่ทำตัวไม่ถูกไปตรงหน้าเจียงหนาน รายงานอย่างระมัดระวัง

“ลูกพี่ เธอปลุกพลังได้แล้ว”

“ถึงจะอยู่แค่ระดับ F ความสามารถก็คือ...[ทำความสะอาด]”

เจียงหนานเลิกคิ้ว แสดงสีหน้าลำบากใจในทำนองว่า “แค่นี้เองเหรอ?”

หลิวอวี่ฉิงรีบอธิบาย “ลูกพี่ ถึงพลังต่อสู้จะไม่ได้เรื่อง!”

“แต่งานทำความสะอาดในรถ รวมถึงงานจิปาถะอย่างซักผ้าขัดรองเท้า มอบหมายให้เธอทำได้หมดเลย!”

“พวกเราจะได้ประหยัดแรงไปได้บ้างไง!”

เจียงหนานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย

ในที่สุดเขาก็ฝืนใจพยักหน้ารับ

มีพี่เลี้ยงฟรีเพิ่มมาอีกคน ก็ไม่เลวเหมือนกัน

แต่ว่า...

ต้องตั้งกฎกันก่อน

เจียงหนานชี้ไปที่รองเท้าหนังที่เปื้อนคราบสกปรกของตัวเอง

จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่อวี๋ซือซือ

ความหมายชัดเจนมาก เช็ดรองเท้าหนังให้ฉัน!

หลิวอวี่ฉิงเห็นดังนั้นก็รีบผลักอวี๋ซือซือที่กำลังเหม่อลอย “เร็วเข้า! แสดงความสามารถของเธอหน่อยสิ!”

“อ๋อ...อ้อ!”

อวี๋ซือซือได้สติ รีบเดินเข้าไปหา

ส่วนเฉินถงที่อยู่ข้าง ๆ ก็กะพริบตาปริบ ๆ เป็นการเตือนว่ามือของเจียงหนานยังวางอยู่บนขาเธอ

จังหวะนั้น หน้าของอวี๋ซือซือก็แดงเถือกราวกับกาน้ำชาที่กำลังเดือดปุด ๆ สมองเริ่มจินตนาการไปไกล

ระ...เร็วขนาดนี้เลยเหรอ!

ไม่น่าเชื่อว่าเจียงหนานที่ปกติจะเป็นคนเงียบ ๆ ลับหลังกลับเป็นปีศาจที่เล่นแรงขนาดนี้!

รู้หน้าไม่รู้ใจจริง ๆ!

อาจารย์เฉินถงต้องตกเป็นเหยื่อเงื้อมมือมารของเขาจนกลายเป็นคนแปดเปื้อนเหมือนพวกนางเอกในเกมจีบสาวแน่ ๆ

ถึงได้เป็นแบบนี้ไง!

อวี๋ซือซือรู้สึกตระหนักรู้ขึ้นมาทันที!

ด้วยมุมมองของภาพ ท่าทางที่เจียงหนานชี้ไปที่รองเท้าหนัง เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาชี้ไปที่เป้ากางเกง แถมยังมโนเสียงขึ้นมาในหัวอีกด้วย

“ช่วยทำให้ฉันผ่อนคลายหน่อยสิ! ยัยท่อนไม้เอ๊ย!”

สีหน้าของอวี๋ซือซือแดงซ่านด้วยความเขินอายยิ่งกว่าเดิม

ในเกมจีบสาวก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้นแหละ ตัวร้ายหัวทองข่มขู่นางเอก แล้วก็ตัดเข้าสู่ฉาก CG พิเศษ!

ไอ้เรื่องทำความสะอาดอะไรนั่นมันข้ออ้างชัด ๆ ความจริงคือต้องการให้เธอทำเรื่องพรรค์นั้นต่างหาก!

แต่ตอนนี้ เพื่อที่จะได้อยู่ในสวรรค์อันแสนอบอุ่นแห่งนี้ต่อไป...

เธอไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย คุกเข่าดัง “ตุ้บ” ลงตรงหน้าเจียงหนาน

“ฉัน...ฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้แหละ!”

อวี๋ซือซือยื่นสองมือออกไป

ส่วนเจียงหนานกลับรู้สึกรำคาญใจเล็กน้อย

แค่เช็ดรองเท้าหนังเท่านั้น มัวชักช้าอยู่ได้ ช่างโง่...

ยังไม่ทันจะคิดจบ จู่ ๆ เขาก็รู้สึกเย็นวาบที่ขาทั้งสองข้าง

กางเกงบ็อกเซอร์ลายแพททริคของตัวเองถูกโชว์หราออกมา

เจียงหนานเบิกตากว้าง มองดูกางเกงของตัวเองที่ถูกถลกกลงไป “ยัยนี่กำลังทำบ้าอะไรเนี่ย?”

เฉินถงเอามือปิดตา “ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ!”

หลิวอวี่ฉิงอ้าปากค้าง “เอ๊ะ? ยัยโง่บรรลุธรรมแล้วเหรอ?”

แล้วเจียงหนานล่ะ เมื่อมองเห็นสายตาแปลก ๆ รอบตัว เขาก็รีบดึงกางเกงกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

เขาไม่ได้มีรสนิยมชอบถูกใครมามุงดูหรอกนะ!

จากนั้นก็คว้าสมุดฉีกลงมือเขียนด้วยความโกรธจัด ปลายปากกาแทบจะทะลุกระดาษ แล้วชูขึ้นตรงหน้าอวี๋ซือซือ

[เธอกำลังทำอะไร!!!]

[จบตอน]

3,754 คำ

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น