แกล้งใบ้มา 18 ปี 011 จิตสำนึกของผู้ใต้บังคับบัญชา

แกล้งใบ้มา 18 ปี 011 จิตสำนึกของผู้ใต้บังคับบัญชา

แกล้งใบ้มา 18 ปี 011 จิตสำนึกของผู้ใต้บังคับบัญชา

[ฉันสั่งให้เธอใช้พลังพิเศษเช็ดรองเท้าหนังให้ฉัน!]

[แล้วเธอจะมาถอดกางเกงฉันทำไม!!!]

เมื่อเห็นเครื่องหมายอัศเจรีย์สามตัวที่เน้นตัวหนา ในที่สุดอวี๋ซือซือก็ได้สติว่าตัวเองทำเรื่องโง่ ๆ อะไรลงไป

หน้าของเธอแดงก่ำราวกับมะเขือเทศสุกงอม บนหัวแทบจะมีควันพวยพุ่งออกมา

“ขะ...ขอโทษ! ลูกพี่ ฉันผิดไปแล้ว!”

“ฉัน...เข้าใจความหมายผิดไป”

เจียงหนานหน้าดำทะมึน ถ้าสายตาสามารถฆ่าคนได้ ยัยโง่คนนี้คงได้ไปเกิดใหม่สักแปดร้อยรอบแล้ว

เขาจัดแจงสวมกางเกงให้เรียบร้อย แล้วชี้ไปที่รองเท้าหนังที่ยังมีคราบโคลนติดอยู่ด้วยท่าทีเย็นชา

ให้โอกาสเธอเป็นครั้งสุดท้าย

อวี๋ซือซือสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ คราวนี้เธอไม่กล้าคิดเตลิดเปิดเปิงอีกแล้ว

กลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ วางมือทั้งสองลอยอยู่เหนือรองเท้าหนัง ควบคุมพลังงานอ่อนจางในร่างกายอย่างระมัดระวัง

“ทำความสะอาด!”

วิ้ง!

วินาทีต่อมา รองเท้าหนังที่สกปรกมอมแมมก็กลับมาสะอาดเอี่ยมอ่องในพริบตา!

ยิ่งกว่ารองเท้าคู่ใหม่ที่โชว์อยู่ในตู้กระจกซะอีก ถึงขั้นเอามาส่องแทนกระจกได้เลย!

“ฟู่...”

อวี๋ซือซือปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองเจียงหนานด้วยสีหน้าประจบประแจง “ลูกพี่ คราว...คราวนี้ใช้ได้หรือยัง?”

เจียงหนานก้มมองรองเท้าหนังที่เงาวับจนสะท้อนแสง คิ้วของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย

น่าสนใจแฮะ

ถึงพลังพิเศษนี้จะไม่มีพลังโจมตี แต่กลับมีผลลัพธ์ “ทำใหม่” และ “ซ่อมแซม” อ่อน ๆ ด้วยอย่างนั้นหรือ?

ดูทียัยโง่คนนี้ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปซะทีเดียว

เขาหยิบปากกาขึ้นมา เขียนคำพิพากษาสุดท้ายสำหรับอวี๋ซือซือลงในสมุดฉีก

[ถือว่าผ่านแบบถูไถ]

[ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอคือ ‘หัวหน้าหน่วยทำความสะอาด’ ประจำรถ]

[รับผิดชอบความสะอาดทั้งคันรถ ซักผ้า และเป็นลูกมือทำอาหาร]

อวี๋ซือซือไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกน้อยใจ แต่กลับรู้สึกราวกับได้รับนิรโทษกรรม พยักหน้ารับอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ขอบคุณลูกพี่! รับรองว่าจะทำภารกิจให้สำเร็จ!”

ขอแค่ได้อยู่บนรถบ้านสุดหรูคันนี้ต่อไป อย่าว่าแต่ให้ทำความสะอาดเลย ให้ทำเธอก็ยังยอม!

...

ความเข้าใจผิดคลี่คลาย ทุกคนกลับประจำที่

หวังเหมิ่งเริ่มเคลื่อนไหว ออกเดินทางอีกครั้ง

ทว่า รถเพิ่งแล่นออกไปได้เพียงไม่กี่กิโลเมตร ฉากที่น่าประหลาดใจก็เกิดขึ้น

เมื่อต้นไม้เริ่มบางตา หมาป่าซากศพที่เน่าเปื่อยไปทั้งตัวหลายตัว รวมถึงหมูกลายพันธุ์ที่พลัดหลงฝูงอีกหลายตัวก็ปรากฏตัวขึ้น

ตามหลักการแล้ว เมื่อสัตว์ประหลาดพวกนี้เห็นยานพาหนะของมนุษย์ พวกมันจะต้องพุ่งเข้ามาฉีกทึ้งราวกับหมาบ้าอย่างแน่นอน

หวังเหมิ่งเตรียมพร้อมที่จะพุ่งชนไปแล้ว

แต่ในชั่วพริบตาที่รถบัสเข้าใกล้

“บรู๊ว?!”

หมาป่าซากศพพวกนั้นรีบลนลานคลานหนีมุดเข้าไปในพุ่มไม้ริมทางทันที!

แม้แต่หมูกลายพันธุ์ที่ดื้อรั้นพวกนั้นก็ยังตกใจจนต้องหันหลังวิ่งหนี ราวกับว่าถ้าช้าไปก้าวเดียวอาจจะเสียชีวิตได้

“เชี่ย?”

หวังเหมิ่งมองดูฉากนี้ผ่านกระจกหน้ารถด้วยความตื่นตะลึง

“นี่มันจะเทพเกินไปแล้วมั้ง? หรือว่ารถบ้านคันนี้จะมี ‘ฮาคิราชันย์’ ติดมาด้วย?”

“ไม่ใช่ความน่าเกรงขามของรถหรอก”

ตอนนั้นเอง หลิวอวี่ฉิงที่นั่งอยู่บนโซฟาก็ดันแว่นตา

มองดูอวี๋ซือซือที่กำลังถือผ้าขี้ริ้วถูพื้นอย่างขะมักเขม้นอยู่ตรงมุมห้อง แล้วพูดเสียงเรียบ

“เป็นผลงานของหัวหน้าหน่วยทำความสะอาดต่างหาก”

“หืม?” หวังเหมิ่งไม่เข้าใจ

หลิวอวี่ฉิงอธิบาย “หมาจิ้งจอกยืมบารมีเสือ เข้าใจไหม?”

“สัญลักษณ์ [การจ้องมองของหุ่นไล่กา] บนตัวซือซือ ถึงจะเป็นสัญลักษณ์ไล่ล่า แต่ในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาด้วย”

“สำหรับสัตว์ประหลาดระดับต่ำพวกนี้ คนที่นั่งอยู่ในรถคันนี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นลอร์ดผู้เกรงขามที่กำลังลาดตระเวนอาณาเขต!”

“ตอนนี้เธอก็คือยากันสัตว์ประหลาดร่างมนุษย์ที่มีชีวิตนั่นแหละ”

หวังเหมิ่งฟังจบก็ยกนิ้วโป้งให้

“เจ๋งเป้ง! ดูเหมือนพวกเราไม่ได้แค่เก็บพนักงานทำความสะอาดมาได้ แต่ยังเก็บสัตว์เทพเฝ้าบ้านมาได้อีกด้วย!”

ส่วนอวี๋ซือซือได้แต่เกาหัว “สัตว์เทพเฝ้าบ้านอะไรกัน? ทำไมฉันไม่เห็นเข้าใจที่พวกนายพูดเลย?”

เฉินถงนึกขึ้นมาได้ทันที “จริงด้วย! ในเมื่อเป็นแบบนั้น ทุ่งข้าวสาลีที่เรากำลังจะไปก็เป็นถิ่นของหุ่นไล่กาสยองขวัญไม่ใช่เหรอ?”

พอพูดคำนี้ออกมา หวังเหมิ่งก็เหยียบเบรกหยุดรถทันที

พวกเขาเริ่มปรึกษาหารือกันอีกครั้ง

หลิวอวี่ฉิงถาม “ซือซือ เธอเคยเห็นหุ่นไล่กาบ้างไหม?”

“หุ่นไล่กา...ขอคิดก่อนนะ เมื่อคืนฉันเคยเห็น!”

“ตอนนั้นฉันตามพวกหยางเหว่ยหนีการไล่ล่าของอีกาเข้าไปในเขตปลอดภัยของทุ่งข้าวสาลี พวกอีกาก็ไม่กล้าตามมาอีก”

“หลังจากนั้น ฉันก็ทะเลาะกับไป๋เหลียนฮวา แล้วก็แยกตัวออกจากกลุ่ม”

“และในระหว่างที่ฉันเดินแยกออกมา มันก็โผล่มาขัดขาฉันจนล้ม”

“แต่ตอนนั้นฉันกำลังโมโหจัด ก็เลยคว้าเอารองเท้าฟาดหัวมันไปเต็มแรงจนหัวมันเบี้ยวเลย”

“ส่วนลักษณะรูปร่างที่ชัดเจนของมัน...มันมีสามมือ สูงตั้งสองเมตรครึ่ง!”

“ถ้าเป็นใบหน้าล่ะก็ เพราะมันก้มหน้าอยู่ ฉันก็เลยมองไม่เห็นเลย”

ภายในรถ หลังจากฟังคำอธิบายแบบกระท่อนกระแท่นของอวี๋ซือซือจบ หลิวอวี่ฉิงก็ดันแว่นตา

“ไขคดีได้แล้ว”

“หุ่นไล่กาสยองขวัญตัวนั้นอยู่ในทุ่งข้าวสาลี! แถมมันยังมีสัญชาตญาณหวงถิ่นที่รุนแรงมากด้วย”

หลิวอวี่ฉิงมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูอีกาพวกนั้นที่กล้าแค่มองอยู่ไกล ๆ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ ก่อนจะวิเคราะห์ว่า

“สาเหตุที่พวกอีกากลายพันธุ์ไม่ตามเข้าไปในทุ่งข้าวสาลี ไม่ใช่เพราะว่าทุ่งข้าวสาลีเป็นเขตปลอดภัยหรอกนะ!”

“แต่เป็นเพราะที่นั่นเป็นสนามล่าของสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่าต่างหาก!”

“กลิ่นอายที่ติดตัวอวี๋ซือซืออยู่ สำหรับอีกาพวกนี้แล้ว มันก็เหมือนกับปัสสาวะของเสือ เป็นตัวข่มขวัญตามธรรมชาติ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ อวี๋ซือซือก็เพิ่งจะรู้ตัว เอามือปิดปาก สีหน้าซีดเผือด

“พระเจ้า...ที่แท้ไอ้ของพัง ๆ ที่โดนฉันเอารองเท้าตบหน้าไปเมื่อคืน...”

“กลับเป็นสัตว์ประหลาด...แถมยังเก่งกว่าอีกาพวกนั้นอีกเหรอ?”

ทุกคน “...”

ต้องยอมรับเลยว่าคนโง่ย่อมมีโชคของคนโง่ โดนขนาดนี้แล้วยังไม่ตาย นับว่าเป็นปาฏิหาริย์จริง ๆ

เจียงหนานนั่งอยู่บนโซฟา ฟังคำวิเคราะห์นี้พลางพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

ในเมื่อ “กลิ่นอายหุ่นไล่กา” นี้มันใช้ดีขนาดนี้...

เขาเขียนข้อความหนึ่งบรรทัดลงบนแผงควบคุมอัจฉริยะ

[ฆ่ามันซะ แล้วถลกหนังมัน]

[เอามาทำเป็นสีพรางตัวให้รถ]

ในเมื่ออวี๋ซือซือคนเดียวสามารถไล่ฝูงอีกาไปได้ งั้นถ้าเอากลิ่นอายของหุ่นไล่กานั่นมาทาให้ทั่วรถบัสทั้งคันล่ะ?

แบบนี้ก็สามารถเดินกร่างไปทั่วพื้นที่นี้ได้สบาย ๆ เลยไม่ใช่เหรอ?

ภายในห้องคนขับ พอหวังเหมิ่งเห็นข้อความนี้ มือก็สั่นจนแทบจะหักพวงมาลัยหลุดออกมา

“เชี่ย...ลูกพี่ก็คือลูกพี่จริง ๆ!”

“คนอื่นหนีสัตว์ประหลาดแทบไม่ทัน ลูกพี่กลับคิดจะชำแหละสัตว์ประหลาดเอามาทำเป็นสีรถเนี่ยนะ?!”

แม้จะฟังดูบ้าบิ่น แต่พอลองคิดดูดี ๆ...แม่งโคตรได้อารมณ์เลย!

“รับทราบ! นั่งกันให้ดีนะทุกคน! พวกเราจะไปหาเรื่องไอ้ระยำนั่นกันเดี๋ยวนี้แหละ!”

หวังเหมิ่งหักพวงมาลัยอย่างแรง ขับพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังทุ่งข้าวสาลีสีทองผืนนั้น

ภายในห้องโดยสาร

พอรู้ว่าจะกลับไปแก้แค้น อวี๋ซือซือไม่เพียงแต่ไม่กลัว แต่กลับโบกหมัดน้อย ๆ ของตัวเองอย่างตื่นเต้น

“เยี่ยมไปเลย! ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะฉีกยัยสารเลวไป๋เหลียนฮวานั่นเป็นชิ้น ๆ ซะเดี๋ยวนี้เลย! เป็นเพราะยัยนั่นหลอกฉัน ทำร้ายฉัน!”

พูดพลางเธอก็กางแขนออกด้วยความตื่นเต้น หวังจะเข้าไปกอดหลิวอวี่ฉิงที่อยู่ข้าง ๆ

“อวี่ฉิง! พวกเราไปฆ่าพวกมันให้แหลกกันเถอะ!”

“หยุด!”

หลิวอวี่ฉิงยื่นมือไปดันหน้าผากของเธอไว้ด้วยสีหน้ารังเกียจ แล้วผลักออกไปเสียไกล

“ซือซือ เธอใจเย็นหน่อย แล้วก็...ตัวเธอสกปรกเกินไปแล้ว ช่วยทำความสะอาดก่อนได้ไหม?”

อวี๋ซือซือถึงเพิ่งนึกขึ้นได้

ตัวเองกำลังเดินเท้าเปล่า ทั้งตัวเต็มไปด้วยโคลนและคราบเลือด ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับรังนก

สภาพแบบนี้ ต่อให้ขอทานมาเห็นก็ยังต้องแถมเงินให้เธอสักสองเหมา

และในตอนนั้นเอง เจียงหนานก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ผ่านการต่อสู้มาทั้งคืน ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือดสีดำที่แห้งกรังและเหงื่อ เหนียวเหนอะหนะจนรู้สึกอึดอัดไปหมด

เขาไม่ได้มีความเกรงใจใด ๆ ถอดเสื้อเชิ้ตที่เปื้อนคราบเลือดออกต่อหน้าผู้หญิงทั้งสามคนโดยตรง

อะไรนะ? คุณถามว่าทำไมถึงไม่ยอมให้อวี๋ซือซือเป็นคนถอดน่ะเหรอ?

มันจะเหมือนกันได้ยังไง?

มันก็เหมือนกับคุณฉี่เอง กับการให้คนที่ไม่สนิทมาช่วยจับฉี่ให้คุณนั่นแหละ

คุณจะไว้ใจได้เหรอว่าอีกฝ่ายตั้งใจจะมาช่วยจับฉี่ให้คุณจริง ๆ?

“ซี๊ด...”

ภายในห้องโดยสารมีเสียงสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้น

ภายใต้เสื้อผ้าที่ดูบอบบางของเจียงหนาน กลับเผยให้เห็นเรือนร่างที่กำยำล่ำสันถึงขีดสุด!

มัดกล้ามเนื้อเห็นเป็นเส้นเด่นชัด กล้ามหน้าท้องแปดแพ็กนั้นราวกับถูกแกะสลักด้วยมีดและขวาน

ที่น่าดึงดูดสายตายิ่งกว่านั้นก็คือ แผ่นหลังและแขนของเขามีรอยแผลเป็นเก่าเล็ก ๆ อยู่มากมาย

นั่นคือเหรียญตราที่หลงเหลือจากการแบกอิฐแบกปูนในไซต์ก่อสร้าง เพื่อเก็บเงินไปเช็กอินสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ตลอดสิบแปดปีที่ผ่านมาของเขา

ท้ายที่สุดแล้ว สำหรับเด็กกำพร้าที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง นั่นเป็นเพียงช่องทางเดียวในการทำงานพาร์ตไทม์เพื่อหาเงินด่วนอย่างถูกกฎหมาย

“หะ...หุ่นดีจัง...”

หน้าของเฉินถงแดงก่ำ สายตาเหม่อลอยไปเล็กน้อย

ใครจะไปคิดว่านักเรียนที่ปกติเงียบขรึมคนนี้ พอถอดเสื้อผ้าออกแล้วจะเป็นหนุ่มล่ำบึกได้ขนาดนี้?

เจียงหนานไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้เลย

เขารู้เรื่องร่างกายของตัวเองดี ตอนนี้มันยังอยู่ในขอบเขตของคนธรรมดา เพียงแต่ทนทานและต่อสู้เก่งกว่าคนทั่วไปนิดหน่อยเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น การต้องทนอยู่กับความตึงเครียดทางจิตใจอย่างรุนแรงมาตลอดทั้งคืน

ทำให้ตอนนี้เขาแค่อยากจะอาบน้ำแล้วเข้านอน ไม่มีความสนใจต่อสายตาอันร้อนแรงเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

เขาเดินไปที่หน้าประตูห้องน้ำ แปะกระดาษโน้ตไว้แผ่นหนึ่ง

[ห้ามเข้ามา]

จากนั้นก็ปิดประตูเสียงดัง “ปัง”

รถบ้านที่ได้รับการอัปเกรดแล้วมีถังเก็บน้ำขนาดใหญ่พิเศษ มีทรัพยากรน้ำเพียงพอให้เขาอาบได้อย่างจุใจ

เฉินถงถอนหายใจด้วยความเสียดายเมื่อมองไปที่ประตูห้องน้ำที่ปิดสนิท

เดิมทีเธอ...ยังคิดอยู่เลยว่าจะเข้าไปช่วยถูหลังหรืออะไรทำนองนั้นได้ไหม

เพราะท้ายที่สุดแล้วเธอไม่มีพลังพิเศษ ถ้าไม่คว้าทุกโอกาสเพื่อแสดง “คุณค่า” ของตัวเองออกมา ในใจเธอก็คงจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่เสมอ

“เอาล่ะ เลิกมองได้แล้ว”

หลิวอวี่ฉิงตบไหล่อวี๋ซือซือที่กำลังทำหน้าเพ้อฝัน

“รีบไปทำงานได้แล้ว! ไปซักเสื้อผ้าให้ลูกพี่ แล้วก็ช่วยทำความสะอาดให้พวกเราด้วย”

“อ๋อ ๆ! ได้เลย!”

ตอนนี้อวี๋ซือซือกำลังอยู่ในช่วงไถ่โทษ จึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

เธอเปิดใช้งานพลังพิเศษ [ทำความสะอาด] แสงสีขาวสว่างวาบ เสื้อผ้าสกปรกที่เจียงหนานโยนทิ้งไว้บนพื้นก็กลับมาสะอาดเอี่ยมในพริบตา แม้แต่รอยยับก็ยังเรียบกริบ

ตามมาด้วยการสาด “เวททำความสะอาด” ใส่ตัวเอง หลิวอวี่ฉิง และเฉินถงอีกรอบ

กลุ่มผู้อพยพที่เคยสกปรกมอมแมมก็ดูสดใสเปล่งปลั่งในชั่วพริบตา ราวกับเพิ่งเดินออกมาจากสปา

“หวังเหมิ่ง นายอยากทำความสะอาดตัวหน่อยไหม?”

อวี๋ซือซือตะโกนถามไปทางห้องคนขับ

“ไม่ต้องหรอก!”

หวังเหมิ่งตอบปฏิเสธโดยไม่หันกลับมามอง “ฉันเป็นผู้ชายอกสามศอก ตัวเปื้อนคราบน้ำมันนิดหน่อยสิถึงจะดูดี! อีกอย่าง...”

เขาไม่ได้พูดประโยคครึ่งหลังออกมา

ในฐานะผู้ชาย เขารู้จักความเหมาะสมดี

พวกเธอคือผู้หญิงที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกับเจียงหนาน

ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชา ทางที่ดีเขาไม่ควรแม้แต่จะเข้าไปใกล้ การหลีกเลี่ยงข้อครหาต่างหากคือหนทางแห่งการเอาชีวิตรอด

...

[จบตอน]

3,702 คำ

ความคิดเห็น (0)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น