บทที่ 12 - ร้านอาหารยงจวิน
ผู้มาใหม่พูดรัวเร็วและแผ่วเบา พร้อมกับสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ กลัวว่าคนอื่นจะได้ยิน
หยางเสี่ยวเทารู้ดีว่ามูลค่าของตั๋วพวกนี้แทบจะไม่ต่างจากเงินเลย เผลอๆ มีเงินก็อาจจะซื้อเนื้อซื้อข้าวไม่ได้ แต่ถ้ามีตั๋ว รับรองว่าหาซื้อได้แน่นอน
ในยุคสมัยนี้ ทรัพยากรของชาติมีไม่เพียงพอ จึงต้องใช้ระบบตั๋วมาช่วยรักษาสมดุลของตลาด เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดหมุนเวียนไปได้ ไม่เกิดภาวะกระจุกตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่งจนที่อื่นขาดแคลน
แต่ในสภาพสังคมปัจจุบัน เมื่อมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเก่า ก็ย่อมมีปัญหาใหม่ตามมาเสมอ
เหมือนอย่างที่ผลผลิตธัญพืชจากชนบทต้องส่งเข้าหลวง ส่วนคนงานในเมืองไม่ต้องปลูกข้าวก็มีข้าวกิน
แล้วถ้าคนชนบทเข้าเมืองมาทำธุระแล้วต้องกินข้าวล่ะ การกินข้าวต้องใช้ตั๋วอาหาร แล้วพวกเขาจะเอาตั๋วอาหารมาจากไหน?
แน่นอนว่าก็ต้องซื้อเอา
แต่ในชนบทไม่มีการแจกตั๋วอาหาร ดังนั้นบางครั้งผู้คนจึงต้องใช้วิธีการบางอย่างเพื่อหาซื้อตั๋วอาหารมาสำรองไว้
แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้ว การซื้อแบบนี้มักจะทำในนามของกลุ่มการผลิตหรือเลขาธิการหมู่บ้านเพื่อส่วนรวม
มีเพียงยามจำเป็นส่วนตัวเท่านั้น ถึงจะมาหาซื้อกันเอง
และสถานการณ์แบบนี้ไม่ได้มีแค่ในชนบท คนในเมืองเองเพื่อจะหาซื้อของกินของใช้ให้หลากหลายขึ้น ก็ยอมควักเงินซื้อตั๋วอาหารเสริม หรือแม้แต่หาแลกเปลี่ยนตั๋วอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้น ยุคนี้ข้าวปลาอาหารที่ร้านขายข้าวแจกจ่ายให้มีไม่มาก หลายบ้านกินโควตาเดือนหนึ่งหมดไปตั้งแต่ครึ่งเดือนแรก
เมื่อจนปัญญา ก็ต้องออกมาหาแลกเปลี่ยนอาหาร ตลาดนกพิราบจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุนี้
มีคนซื้อตั๋วอาหาร ก็ย่อมมีคนขายตั๋วอาหาร
แน่นอนว่าการกระทำเหล่านี้ต้องทำกันอย่างลับๆ จะให้พวกป้าๆ ที่สวมปลอกแขนแดงมาเห็นไม่ได้เด็ดขาด
ส่วนเรื่องการล่อซื้อจับกุม ยุคนี้ยังไม่นิยมทำกัน
"คุณมีตั๋วเหรอ?"
หยางเสี่ยวเทาลดเสียงลงต่ำ ถามกลับเบาๆ
"สหาย คงเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกสินะครับ ไม่ปิดบังหรอก ผมหากินอยู่ในตรอกระแวกนี้มาหลายปีแล้ว"
อีกฝ่ายพูดพลางสังเกตเห็นแววตาสงสัยของหยางเสี่ยวเทา จึงพูดต่อ
"ผมรู้ว่าคุณกังวล แต่คนที่ทำอาชีพนี้เราเน้นค้าขายระยะยาว ถ้าชื่อเสียงเสียไป ต่อไปใครจะกล้ามาหา?"
"ดังนั้นวางใจได้เลยครับ ขอแค่คุณตั้งใจซื้อ เราก็ขายให้อย่างสบายใจ!"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะเรื่องขายตั๋วแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
ในละครโทรทัศน์ หญิงชราหูหนวกยังเอาตั๋วอาหารไปแลกเป็นเงิน หรือครอบครัวพ่อบ้านสามเหยียนฟู่กุ้ยเพื่อให้ท้องอิ่ม ก็ยังเอาธัญพืชละเอียดไปแลกเป็นธัญพืชหยาบเพื่อให้ได้ปริมาณที่มากขึ้น พอประทังชีวิตไปได้
"คุณมีเท่าไหร่?"
"ตามผมมา!"
คนคนนั้นมองซ้ายมองขวา แล้วเดินนำไปทางปากตรอกด้านหนึ่ง หยางเสี่ยวเทาเดินตามไปติดๆ
เมื่อมาถึงหน้าประตูบานหนึ่ง เขาผลักประตูเข้าไป ทันทีที่เข้าไปก็มีคนปิดประตูตามหลัง
"สหาย ไม่ต้องกังวล แค่ป้องกันไว้ก่อน!"
คนคนนั้นถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม อายุอานามไม่มาก น่าจะราวๆ ยี่สิบปี
"ผมชื่อเสิ่นหลิน!"
"สวัสดี!"
ทักทายกันเสร็จ เสิ่นหลินก็ล้วงตั๋วปึกหนึ่งออกมาจากกระเป๋า คนที่อยู่ข้างหลังก็เอาออกมาสมทบอีกส่วนหนึ่ง วางเรียงบนรถเข็นไม้ข้างๆ
"ตกลงกันก่อนนะครับ ราคาตั๋วพวกนี้จะสูงกว่าราคาปกติหน่อย ไม่ทราบว่าคุณรับได้ไหม"
"ไม่มีปัญหา!"
หยางเสี่ยวเทาตอบทันควัน ทั้งสองสบตากันก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นคนกระเป๋าหนักตัวจริง
"นี่ตั๋วอาหาร นี่ตั๋วเนื้อ นี่ตั๋วน้ำตาล ตั๋วน้ำมัน..."
ไม่นาน ตั๋วบนรถเข็นก็ถูกแยกเป็นกองๆ เสิ่นหลินไล่บอกราคาที่ละอย่าง
"เอาตั๋วอาหารข้าวสาลีขัดขาว (แป้งหมี่) ยี่สิบจิน ส่วนตั๋วเนื้อ ตั๋วน้ำตาล และตั๋วน้ำมัน ผมเหมาหมด!"
หยางเสี่ยวเทาประเมินคร่าวๆ ตั๋วพวกนี้รวมกันราคาน่าจะราวๆ สามสิบหยวน สำหรับเขาถือว่าไม่เท่าไหร่
เสิ่นหลินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างทันที "พี่ชาย ใจปั่มจริงๆ!"
พูดจบ อีกคนก็เริ่มจัดการรวบรวมตั๋ว คัดเลือกส่วนที่หยางเสี่ยวเทาต้องการส่งให้เสิ่นหลิน
"รวมเป็นแป้งหมี่ขาว 20 จิน, เนื้อ 7 จิน, น้ำตาล 1.5 จิน, น้ำมัน 1 จิน คิดราคาพี่ชาย 29.5 หยวน!"
หยางเสี่ยวเทาไม่แม้แต่จะดู รับมาแล้วยัดใส่อกเสื้อทันที จากนั้นก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อ ความจริงคือแอบเอาเงินสามสิบหยวนออกมาจากมิติเก็บของ ส่งให้เสิ่นหลิน
"พี่ชายรอเดี๋ยว ผมไปแตกเงินทอนให้"
เสิ่นหลินเห็นหยางเสี่ยวเทาใจนักเลง ก็ยิ่งเกรงใจเป็นพิเศษ
"ไม่ต้องหรอก วันหน้าคงได้มาอุดหนุนกันอีก ฝากไว้ที่คุณก่อน คราวหน้าค่อยมาคิดกัน"
"ได้เลย พี่ชายใจถึงแบบนี้ ผมเสิ่นหลินนับถือเป็นเพื่อน!"
"คราวหน้ามาที่เดิมได้เลย พี่ชายอยากได้อะไรบอกล่วงหน้าได้ครับ"
หยางเสี่ยวเทาพยักหน้า "เตรียมตั๋วเนื้อไว้เยอะๆ หน่อย แล้วก็ถ้าหาตั๋วเหล้ากับตั๋วบุหรี่ได้จะดีมาก!"
เสิ่นหลินได้ยินแบบนั้น ตาแทบจะหยีเป็นเส้นเดียว นี่มันลูกค้ารายใหญ่ชัดๆ ในระแวกบ้านพักข้าราชการนี้ คนที่กล้าใช้เงินมือเติบแบบนี้มีไม่เยอะหรอก
"จัดไป! ผมจะคอยดูไว้ให้!"
เสิ่นหลินตบอดรับประกัน หยางเสี่ยวเทาไม่รอนาน หันหลังเดินจากไป
มองดูแผ่นหลังของหยางเสี่ยวเทาที่เดินจากไป ลูกน้องอีกคนก็ขยับเข้ามาพูด
"พี่หลิน หมอนี่ดูท่าทางเอาเรื่องนะครับ!"
"รวยขนาดนี้ หรือจะเป็นคนจากบ้านพักข้าราชการที่อื่น?"
เสิ่นหลินส่ายหน้า ไม่คิดจะเดาต่อ
คนทำอาชีพอย่างพวกเขามีข้อห้ามสำคัญคือการสอดรู้สอดเห็น ไม่ถามไม่พูด คือกฎเหล็ก
"นี่สิบหยวน ส่วนแบ่งแก!"
"จริงสิ เสี่ยวหลี่ ตาแก่ที่บ้านแกชอบหาตั๋วเหล้ามากินเหล้าบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ? ลองดูซิว่าจะจิ๊กออกมาสักสองใบได้ไหม รอบนี้ลูกค้ากระเป๋าหนักซะด้วย"
"พี่หลิน พี่ก็รู้นี่นา พ่อผมติดเหล้าจะตาย ตั๋วเหล้านี่มันกล่องดวงใจแกเลยนะ!"
"ไอ้ทึ่มเอ๊ย แกก็ไปบอกที่ซ่อนตั๋วเหล้ากับแม่แกสิวะ"
"เอ้อ? พี่พูดถูกแฮะ แม่ผมยิ่งคุมเข้มอยู่ด้วย เอาตามนี้เลย"
หยางเสี่ยวเทาไม่รู้เลยว่าสองคนข้างหลังกำลังวางแผนจะวางยาพ่อตัวเอง เขาได้ตั๋วมาแล้วก็ต้องหาทางปรนเปรอและปลอบประโลมกระเพาะอาหารทั้งห้าสักหน่อย
"ร้านอาหารยงจวิน!"
เงยหน้ามองชื่อร้าน ได้อารมณ์ยุคสมัยนี้จริงๆ
ยังไม่ถึงเที่ยง ยังไม่ใช่เวลาอาหาร หยางเสี่ยวเทาเดินเข้าไปในร้าน รอบข้างยังไม่มีลูกค้า
"สหาย มาทานข้าวเหรอคะ?"
คนที่เดินออกมาต้อนรับเป็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างบึกบึน สวมผ้ากันเปื้อน ใบหน้ายิ้มแย้ม
"ครับพี่สาว หิวจนไส้กิ่วแล้ว มาหาอะไรกินหน่อย!"
"ได้เลย จะทานอะไรดีคะ?"
"ผมก็ไม่รู้ว่าที่นี่มีอะไรอร่อยบ้าง ร้านพี่มีเมนูแนะนำไหมครับ?"
"เมนูแนะนำมีเยอะแยะเลยค่ะ อย่าเห็นว่าร้านเราเล็กนะ แต่สามีฉันเป็นกุ๊กมาตั้งแต่เด็ก อาหารเหลาหรูๆ อาจจะสู้ไม่ได้ แต่รับรองว่าทำให้อิ่มอร่อยได้แน่นอน"
"พี่พูดซะผมหิวหนักกว่าเดิมอีก"
"ฮ่าๆ วัยกำลังกินกำลังนอน กินล้างกินผลาญ ลูกชายคนโตฉันก็รุ่นราวคราวเดียวกับคุณนี่แหละ มื้อนึงฟาดหมั่นโถวไปสามลูก กินจุจะตาย!"
พี่สาวเจ้าของร้านคุยเก่ง ไม่นานก็บอกโควตาอาหารของร้านออกมา
"ร้านเราวันหนึ่งมีเมนูเด็ดแค่สองอย่าง คือหมูสามชั้นน้ำแดง กับหมูสามชั้นผัดซอส (หุยถัวโร่ว) วันหนึ่งขายได้มากสุดแค่ห้าที่"
"นอกจากนี้ ยังมีไก่ผัดซอสกงเป่า รสชาติก็ไม่เลวนะคะ"
พี่สาวพูดจบ ก็กระซิบเสียงเบาลง
"ไก่เป็นไก่เลี้ยงเองค่ะ"
หยางเสี่ยวเทาเข้าใจความหมายทันที
"พี่สาวครับ ขอหมูสามชั้นน้ำแดง กับหมูสามชั้นผัดซอส อย่างละที่ใส่ห่อ ไก่ผัดซอสกงเป่ากับไก่ย่างก็เอาอย่างละที่ใส่ห่อเหมือนกัน แล้วก็ขอหมั่นโถวแป้งผสมสักยี่สิบลูกครับ"
หยางเสี่ยวเทารัวรายการอาหารออกมาเป็นชุด ทำเอาพี่สาวถึงกับตะลึง
"สหายตัวน้อย คุณแน่ใจนะว่าจะเอาทั้งหมดนี่?"
ไม่ใช่ว่าเธอตื่นตูม แต่ยุคนี้การกักตุนอาหารเพื่อเก็งกำไร ถ้าโดนจับได้โทษหนักไม่ใช่เล่น
"พี่สาว อย่าคิดมากครับ"
"พอดีผมจะไปเยี่ยมผู้ใหญ่ เลยกะจะมาซื้อของกินที่นี่ไปเลย จะได้ไม่ต้องไปจุดเตาทำกับข้าวอีก"
หยางเสี่ยวเทาไม่อธิบายมาก ควักปึกตั๋วออกมา "พี่สาวคิดเงินได้เลยครับ"
"ได้จ้ะ"
พี่สาวคิดคำนวณในใจ วันนี้ครึ่งค่อนวันยังไม่มีลูกค้า พอเจอรายใหญ่แบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไง
คิดได้ดังนั้น เธอก็รีบวิ่งไปหยิบปากกามาจดลงสมุดบัญชีอย่างละเอียด
นี่เป็นกฎของร้านอาหาร เพื่อรองรับการตรวจสอบ ต้องระบุให้ชัดเจนว่าซื้ออะไรไป รับเงินเท่าไหร่ รับตั๋วเท่าไหร่
"เรียบร้อยค่ะ ทั้งหมดแปดหยวนหกเหมา กับตั๋วอาหารสองจิน และตั๋วเนื้อหนึ่งจิน!"
ตั๋วเนื้อใช้สำหรับหมูสามชั้นน้ำแดงและหมูสามชั้นผัดซอส ส่วนเมนูไก่ใช้แค่เงินอย่างเดียว
หยางเสี่ยวเทาจ่ายเงินเสร็จสรรพ พี่สาวก็รินน้ำชาให้อย่างกระตือรือร้น ก่อนจะกลับเข้าไปง่วนอยู่ในครัว
ประมาณยี่สิบนาที ชายวัยกลางคนก็เดินออกมาจากด้านหลัง ในมือหิ้วถุงกระดาษสีน้ำตาลหลายห่อใส่ไว้ในถุงตาข่าย
"น้องชาย อาหารได้แล้วครับ"
"ขอบคุณครับพี่จาง!"
"ไม่ต้องเกรงใจ ผมชื่อจางเหลียนเจียง เรียกพี่จางก็ได้ครับ"
"ได้ครับพี่จาง เรียกผมเสี่ยวเทาก็ได้ ผมพักอยู่บ้านสี่ประสานตรงปากตรอกนี่เอง"
หยางเสี่ยวเทารับของมา พูดคุยตามมารยาทอีกเล็กน้อย แล้วก็เดินหิ้วของออกมา
เดินไปสักพัก หยางเสี่ยวเทามองหาที่ปลอดคน แล้วจับถุงตาข่ายยัดเข้ามิติเก็บของ
คราวนี้เขาไม่ได้กลับบ้าน แต่เดินตรงไปที่ลานบ้านข้างๆ แทน
พอไปถึงลานบ้าน ก็เห็นเด็กๆ กำลังวิ่งเล่นอยู่ที่หน้าประตู
เขาหมุนตัวหลบมุมเล็กน้อย เอาหมูสามชั้นผัดซอส ไก่ผัดซอสกงเป่า และไก่ย่างออกมา พร้อมกับหมั่นโถวอีกสิบลูก ใช้เสื้อนวมคลุมทับไว้
เขามองเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งแต่ไกล ในความทรงจำผุดชื่อของเธอขึ้นมา
"เสี่ยวลี่? แม่หนูอยู่บ้านไหม?"
เด็กหญิงคนนั้นชื่อโจวลี่ ปีนี้ห้าขวบ เป็นลูกสาวคนเล็กของโจวเถียจู้ในลานบ้านนี้
ส่วนโจวเถียจู้ เป็นเพื่อนสนิทของพ่อหยางตอนมีชีวิตอยู่ คราวก่อนเกิดไฟไหม้โรงงาน เขาเข้าไปช่วยกู้เครื่องจักรจนต้องจบชีวิตในกองเพลิง กลายเป็นผู้พลีชีพของโรงงานเหล็กกล้า
ตอนที่พ่อหยางป่วยหนัก บ้านโจวยังเคยให้ยืมเงินก้อนหนึ่ง น้ำใจครั้งนั้น หยางเสี่ยวเทาไม่อาจละเลยได้
อีกอย่าง สถานการณ์บ้านโจวตอนนี้ก็ไม่สู้ดีนัก
โจวเถียจู้มีลูกชายสองคน ลูกสาวสองคน ลูกชายคนโตชื่อโจวขุย ปีนี้สิบแปดปี รูปร่างสูงใหญ่แต่ติดอ่าง ปกติเป็นคนเงียบๆ เหมือนน้ำเต้าปิดปาก แต่ซื่อสัตย์มาก
ลูกชายคนรองชื่อโจวเผิง ปีนี้สิบหกปี เป็นนักเรียนมัธยมปลาย หัวไวมีไหวพริบ
ดังนั้นหลังจากโจวเถียจู้เสียชีวิต ทางโรงงานจึงโอนตำแหน่งงานให้ลูกหลาน แม่โจวพิจารณาดูแล้ว สุดท้ายก็ยกตำแหน่งงานให้ลูกชายคนรอง
ลูกสาวคนโตชื่อโจวอวิ๋น ปีนี้สิบขวบ เรียนอยู่ชั้นประถม
ทั้งบ้านมีห้าชีวิต ตอนนี้ต้องพึ่งพาเงินเดือนอันน้อยนิดของลูกคนรองประทังชีวิต
แถมแม่โจวยังถือทะเบียนบ้านชนบท เด็กๆ ก็กำลังกินกำลังนอน โดยพื้นฐานแล้วแทบจะอดมื้อกินมื้อ ชีวิตยากลำบาก
"พี่หยาง แม่หนูอยู่ในบ้านค่ะ!"
"แล้วพี่ชายหนูล่ะ?"
"พี่ใหญ่ไปจับปลา พี่รองอยู่บ้าน พี่สาวก็อยู่บ้านค่ะ!"
โจวลี่ตอบรัวเร็ว ท่าทางอยากจะเล่นต่อข้างนอก
หยางเสี่ยวเทาก็ไม่ถือสา วัยนี้เป็นวัยกำลังเล่นซน
เดินเข้าไปในลานบ้าน หยางเสี่ยวเทาทักทายคนในลานบ้านสองสามคน แต่กลับพบว่าหลายคนแค่ตอบรับส่งๆ เขาไม่ใส่ใจ เดินตรงดิ่งไปยังเรือนหลัง
(จบแล้ว)
ความคิดเห็น (0)
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
เข้าสู่ระบบยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น